enthdeesfrnlrujakozh

ช่องทางการตลาดแบบไหนเหมาะกับธุรกิจไทยของคุณ

ห้าคำถาม ใช้เวลาราวหนึ่งนาที คุณจะได้คำตอบตรง ๆ ว่าควรลงงบการตลาดที่ช่องทางไหน และถ้าคำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ Google, Facebook หรือ Wongnai ไม่ใช่เรา ผลลัพธ์ก็จะบอกแบบนั้น ไม่ต้องกรอกอีเมล ไม่ต้องสมัครสมาชิก และไม่มีการเก็บข้อมูลใด ๆ

คำถามข้อ 1 จาก 5

คุณชนะใจลูกค้าด้วยอะไร

ช่องทางทั้งหมดที่แบบทดสอบนี้แนะนำได้

ทั้งหมดเก้าช่องทาง และแบบทดสอบจะเลือกให้จากคำตอบห้าข้อของคุณ ถ้าอยากข้ามไปอ่านเลย ทุกช่องทางมีบทเปรียบเทียบกับการลงประกาศบน Thairanked แบบละเอียด

  • Thairanked — ประกาศแบบจัดอันดับคิดค่าบริการแบบเหมารายปี ไม่มีค่าคอมมิชชันจากยอดจอง และมีคนอ่านใน 11 ภาษาโดยเป็นคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน ข้อแลกเปลี่ยนคือมันเป็นประกาศไม่ใช่โฆษณา จึงได้ผลในระยะหลายเดือนมากกว่าภายในสัปดาห์นี้
  • Google Ads — Google Ads คือการซื้อดีมานด์ที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นช่องทางที่เร็วที่สุด ต้นทุนคือค่าใช้จ่ายทุกคลิก และทราฟฟิกจะหยุดในวันที่หยุดแคมเปญ
  • Facebook Ads — Facebook Ads เข้าไปสะกิดคนที่ไม่ได้กำลังค้นหาอะไรอยู่ ภาพดี ๆ หนึ่งภาพที่วางตรงหน้าคนในย่านที่ใช่ช่วยเติมสัปดาห์ที่เงียบได้จริง แต่เป็นการเช่าความสนใจเป็นครั้ง ๆ ไป และจบลงเมื่องบหมด
  • Google Business Profile — ใช้ฟรี และเป็นช่องทางที่ลูกค้าใกล้ ๆ ใช้ดูเวลาเปิดปิด หมุดแผนที่ และรีวิวของคุณ ทุกธุรกิจควรมีไว้ก่อนจะจ่ายเงินให้ช่องทางอื่น ข้อจำกัดอยู่ในตัวระบบเอง คือระยะทางจากผู้ค้นหาเป็นหนึ่งในปัจจัยจัดอันดับ จึงเข้าถึงคนที่อยู่ใกล้คุณอยู่แล้ว
  • Tripadvisor — การอ้างสิทธิ์ประกาศไม่มีค่าใช้จ่าย และพาคุณไปอยู่ตรงหน้ากลุ่มผู้ชมด้านการเดินทางระดับโลก ประเด็นอยู่ที่วิธีจัดอันดับ เพราะขึ้นกับคุณภาพ จำนวน และความใหม่ของรีวิว จึงเป็นการแข่งหารีวิวใหม่แบบไม่มีวันจบกับคู่แข่งทุกรายในเมืองเดียวกัน ส่วนทางลัดแบบเสียเงินคือค่าสมาชิกรายปีและโฆษณาแบบคิดต่อคลิก
  • Wongnai — Wongnai ครองกลุ่มผู้ใช้สายกินภาษาไทยอยู่แล้ว คนไทยที่มีแอปติดเครื่องกำลังเปิดหาร้านอยู่ที่นั่น และเราจะไม่พูดเป็นอย่างอื่น ระบบโฆษณาของที่นั่นคิดเงินแบบต่อคลิก และการเข้าถึงจำกัดอยู่ที่ผู้ใช้ในประเทศ
  • GoWabi — GoWabi คือระบบรับจองสำหรับสปาและร้านเสริมสวยที่มาพร้อมฐานลูกค้า สมัครฟรีและคิดค่าคอมมิชชันเฉพาะเมื่อมีคนจองแล้วเท่านั้น ตอนเริ่มจึงไม่มีอะไรต้องเสีย ข้อแลกเปลี่ยนคือค่าคอมมิชชันนี้เกิดขึ้นกับทุกการจองที่ส่งมา ตลอดเวลาที่คุณยังอยู่บนแพลตฟอร์ม
  • eatigo — eatigo เก่งเรื่องเดียวแต่เก่งจริง คือเปลี่ยนช่วงเวลานอกพีคที่โต๊ะว่างให้กลายเป็นลูกค้าจ่ายเงิน ด้วยส่วนลดตามช่วงเวลาสูงสุด 50% ทุกวัน ข้อแลกเปลี่ยนอยู่ในตัวกลไกเอง คือทุกที่นั่งที่ส่งมาล้วนมาพร้อมส่วนลด
  • Hungry Hub — ที่นี่ขายแพ็กเกจมื้ออาหารราคาเหมาแทนการลดราคา จึงรักษาราคาเมนูของคุณไว้ได้ และลูกค้าเลือกดูจากแพ็กเกจเป็นหลัก เช่น All You Can Eat หรือ Party Pack แพ็กเกจที่น่าสนใจจึงเป็นตัวทำให้คนเจอร้านคุณ ข้อแลกเปลี่ยนคือค่าคอมมิชชันที่คิดจากการจองที่ลูกค้ามาถึงจริง